Blogger-Man บล็อกเกอร์แมน
เศรษฐกิจและแนวคิดการลงทุน

เรื่องเล่า GDP ของไทย

หลายคนคงได้ยินคำว่า GDP มาหลายครั้ง เราเคยสงสัยไหมว่า GDP หมายถึงอะไร และในปัจจุบัน GDP ของไทยถูกขับเคลื่อนด้วยส่วนไหนบ้าง เดี๋ยวเราไปหาคำตอบกัน

ก่อนอื่นเราไปทำความเข้าใจกับคำว่า GDP กันก่อนว่าหมายถึงอะไรและมีส่วนประกอบอย่างไรบ้าง

GDP ชื่อเต็มๆ ก็คือ Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมดที่ประเทศนั้นสร้างขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด โดยคำอธิบายอย่างง่ายก็คือ

ถ้า GDP เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาก็แปลว่า เศรษฐกิจเติบโตขึ้น และถ้าลดลงก็แปลว่าเศรษฐกิจชะลอตัว

ส่วนประกอบของ GDP ประกอบไปด้วย

1)     รายจ่ายเพื่อบริโภค (Consumption)

2)     รายจ่ายเพื่อการลงทุน (Investment)

3)     รายจ่ายของรัฐบาล (Government Spending)

4)     การส่งออกสุทธิ (Net Export ที่เกิดจากมูลค่าการส่งออกลบด้วยมูลค่าการนำเข้า)

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า การขับเคลื่อนให้ GDP เติบโตนั้นจะใช้ 4 เครื่องยนต์ดังกล่าวข้างต้น

สำหรับรายจ่ายเพื่อการบริโภคของไทยนั้น ในปี 2018 มีมูลค่าอยู่ที่ 7.9 ล้านล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ 53% ของ GDP ซึ่งแน่นอนว่าการกระตุ้นการบริโภคนั้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหวังผลระยะสั้น โดยให้ประชาชนมาจับจ่ายให้สอยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าการบริโภคดังกล่าวคือ การนำเงินในอนาคตมาใช้มากเกินไปซึ่งเกิดจากการก่อหนี้ หมายความว่า จะกระทบกับกำลังซื้อในระยะยาวของผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าก็จะมากระทบการเติบโตของเศรษฐกิจอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ หนึ่งในเครื่องยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาวก็คือ รายจ่ายเพื่อการลงทุน เพราะการลงทุนคือ การเลื่อนการบริโภคทรัพยากรออกไป เพื่อนำไปลงทุน และจะได้มีปริมาณสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

สำหรับประเทศไทยนั้น การลงทุน หรือ Gross capital formation ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

ปี 2017 มูลค่าการลงทุนเท่ากับ 3.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดสวน 26% ของ GDP

ปี 2018 มูลค่าการลงทุน 3.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดสวน 25% ของ GDP

ดูเหมือนว่า ในแง่ของมูลค่าการลงทุนนั้นจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับมูลค่า GDP แล้ว การลงทุนของประเทศนั้นมีสัดส่วนที่ลดลง

ทั้งนี้ การลงทุนทั้งหมดนั้น ยังรวมถึงการลงทุนเพื่อทดแทนเครื่องจักรและโรงงานที่ชำรุดหรือล้าสมัย  ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น การลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือ การลงทุนที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างอุปกรณ์ เครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ดีกว่าเดิม

ในปี 2011 สัดส่วนการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อมูลค่า GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 0.4% และเพิ่มมาอยู่ที่ 1% ต่อ GDP ในปี 2017 หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างจีนนั้น มีงบดังกล่าวสูงถึง 11.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 2.7% ของ GDP

เครื่องยนต์ตัวต่อมาคือ รายจ่ายของรัฐบาล โดยสัดส่วนรายจ่ายของรัฐบาลต่อมูลค่า GDP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2000 สัดส่วนดังกล่าวเท่ากับ 13% ขณะที่ปัจจุบัน งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐที่ 3 ล้านล้านบาทนั้น ทำให้สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 20% ของมูลค่า GDP

แน่นอนว่า การลงทุนของภาครัฐนั้น ถ้ามีการลงทุนอย่างคุ้มค่าก็จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีในระดับหนึ่ง

ตัวสุดท้ายคือ ภาคการส่งออกซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตสำหรับ GDP ของไทย

ปี 2017 มูลค่าการส่งออกของไทย 7.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 51% ของมูลค่า GDP

ปี 2018 มูลค่าการส่งออกของไทย 7.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 52% ของมูลค่า GDP

เป็นแบบนี้ก็ต้องบอกว่า เศรษฐกิจของไทยพึ่งพากับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างสูง เพราะภาคการส่งออกนั้นมีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่า GDP

ขณะที่เมื่อรวมกับดุลบริการซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว ทำให้ในปี 2018 รายได้จากการส่งออกและรายได้จากดุลบริการคิดสัดส่วนกว่า 56% ของมูลค่า GDP

อย่างที่ทุกคนรู้ การเกินดุลทั้งดุลการค้าและดุลบริการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยเกินดุลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2018 ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 1 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 84,000 ล้านบาท

ทำให้เงินบาทจึงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องในรอบ 6 ปี จนทำให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวกำลังได้รับผลกระทบ อย่างที่เรากำลังได้ยินกันอยู่ในตอนนี้

ทิ้งท้ายก่อนที่จะจบบทความนี้ รู้ไหมในปี 2018 ประเทศที่มีมูลค่า GDP สูงที่สุด 5 ลำดับแรกของโลกคือ

  1. สหรัฐอเมริกา มีมูลค่า GDP เท่ากับ 656 ล้านล้านบาท
  2. จีน มีมูลค่า GDP เท่ากับ 429 ล้านล้านบาท
  3. ญี่ปุ่น มีมูลค่า GDP เท่ากับ 159 ล้านล้านบาท
  4. เยอรมัน มีมูลค่า GDP เท่ากับ 128 ล้านล้านบาท
  5. สหราชอาณาจักร มีมูลค่า GDP เท่ากับ 90 ล้านล้านบาท

ซึ่งทั้งหมดนี้มีขนาด GDP รวมกันคิดเป็น 54% ของ GDP ทั้งโลกที่ 2,627 ล้านล้านบาท

สำหรับประเทศไทยของเรานั้นในปี 2018 มีมูลค่า GDP ทั้งสิ้น 15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 0.6% ของ GDP ทั้งโลกเท่านั้นเอง

>>> <<<

กดติดตามบทความที่น่าสนใจของเพจบล็อกเกอร์แมน พร้อมทั้งสามารถติดตามบทความย้อนหลังทั้งหมดได้ที่

https://www.blogger-man.com

>>> <<<

 References

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)

https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=409&language=th-

-https://th.wikipedia.org/wiki/ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

-https://www.bot.or.th/App/BTWS_STAT/statistics/ReportPage.aspx?reportID=644&language=th

-https://www.nesdb.go.th/nesdb_en/article_attach/article_file_20190218113428.pdf

https://www.ceicdata.com/en/indicator/thailand/household-debt–of-nominal-gdp

https://thaiembdc.org/2019/03/22/thailand-achieves-rd-investment-target-ahead-of-schedule/

-https://www.theglobaleconomy.com/Thailand/Government_size/

แสดงความคิดเห็น