Blogger-Man บล็อกเกอร์แมน
เศรษฐกิจและแนวคิดการลงทุน

เล่าเรื่อง PE แบบเข้าใจง่ายๆ

คนลงทุนในตลาดหุ้นคงเคยได้ยินคำว่า P/E หรือชื่อเต็มคือ Price to Earning ratio ซึ่งแปลว่า ราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น

การหาค่า P/E นั้นเพียงแค่เอาราคาหุ้น (Price) หารด้วย กำไรต่อหุ้น (Earning per share) ค่าที่ได้จะบอกเรา เงินที่เราไปลงทุนนั้นต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคุ้มทุน

เช่น หุ้น PTT มี  Market Cap เท่ากับ 1.32 ล้านล้านบาท มีกำไรสุทธิย้อนหลังไป 1 ปี เท่ากับ 105,117 ล้านบาท หมายความว่า หุ้น PTT มีค่า P/E เท่ากับ 12.57 เท่า 

ดังนั้น เราจะได้เงินลงทุนทั้งหมดคืน ถ้าถือหุ้น PTT ประมาณ 12 ปี ในข้อแม้ว่า กำไรของหุ้น PTT จะต้องเท่ากันไปตลอดในช่วงเวลาดังกล่าว

โดยปกตินั้น ถ้าค่า P/E  ยิ่งสูงอาจหมายถึง หุ้นตัวนั้นมีราคาแพง

หรือถ้าค่า P/E  ยิ่งต่ำหมายถึง หุ้นตัวนั้นอาจมีราคาถูก

ตามนิยามนั้นค่า P/E มี 2 ประเภทคือ

1)     Trailing P/E คือ การนำเอาราคาหุ้นในปัจจุบัน หารด้วยกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 1 ปี

2)     Forward P/E คือ การนำเอาราคาหุ้นในปัจจุบัน หารด้วยกำไรต่อหุ้นที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า 1 ปี

อีกด้านหนึ่ง ค่า P/E ทั้งสองแบบก็สามารถคำนวนได้ โดยการนำเอามูลค่าบริษัททั้งหมด (Market Cap.) หารด้วยกำไรสุทธิของบริษัท

ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ Forward P/E เนื่องจากจะช่วยบอกเราได้ว่า ราคาหุ้นในปัจจุบันนั้นมีราคาถูกหรือว่าแพง

อย่างไรก็ตาม ค่า Forward P/E คือการคาดการณ์กำไรใน 1 ปี ข้างหน้า เมื่อเป็นแบบนี้ เราอาจบอกได้ว่า Forward P/E  คือ ค่าที่จะมีความผิดพลาดสูง  ถ้าเราคาดการณ์กำไรผิด

ถ้ากำไรในอนาคตยังเติบโตทันราคาที่เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในหุ้นที่มี P/E สูงก็ยังไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าผิดไปจากนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความเสียหายกับการลงทุน

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ หุ้น BEAUTY เคยมีค่า P/E พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 70 เท่า ในช่วงปี 2016 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ซื้อหุ้น BEAUTY ในวันนั้น จะยอมถือหุ้นเป็นเวลาถึง 70 ปี

แต่เป็นเพราะว่า คนเหล่านั้น เชื่อว่ากำไรของบริษัทจะยังเติบโตต่อไปได้อีก จนทำให้สุดท้ายค่า P/E จะลดลงในที่สุด

สุดท้ายค่า P/E ของหุ้นนั้นลดลงจริง จนปัจจุบันเหลือเพียง 12 เท่า แต่มันเกิดจากการลดลงของราคาหุ้น ไม่ใช่การเติบโตของกำไร

มูลค่าบริษัทของ BEAUTY เคยขึ้นไปสูงกว่า 70,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 7,000 ล้านบาท หรือหายไปประมาณ10 เท่า เลยทีเดียว

ซึ่งนี่คือ กรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับคนที่ลงทุนในหุ้น P/E สูง จนเกิดความเสียหาย

แต่ไม่ได้หมายความว่า หุ้น P/E สูงจะไม่น่าสนใจเสมอไป หรือหุ้น P/E ต่ำจะต้องน่าสนใจลงทุนทุกครั้งไป

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า หุ้นบางตัวอาจเหมาะที่จะได้รับ P/E สูง ถ้ากิจการนั้นมีการเติบโตที่แข็งแกร่งและยาวนาน เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือมีส่วนแบ่งตลาดสูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่คู่แข่งเข้ามาแข่งด้วยยาก

หรือแม้แต่กิจการที่ขายสินค้าเป็นเงินสดและซื้อสินค้าเป็น credit term เพราะยิ่งยอดขายเพิ่ม จะยิ่งมี cash flow เพิ่ม จนไม่ต้องไปกู้ยืมหรือหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกที่มีต้นทุนทางการเงิน

ทั้งนี้ การใช้ค่า P/E นั้น อาจมองว่าเป็นศิลปะด้วยก็ได้ เพราะคน 2 คนอาจมองกิจการหรือหุ้นตัวเดียวกัน ในมุมที่ไม่เหมือนกัน 

คนหนึ่งอาจลงทุนในหุ้นที่ P/E สูงเนื่องจากเขามองว่า อนาคตกิจการจะเติบโตไปได้อีก ซึ่งถ้าเขาคาดถูก เขาก็จะประสบความสำเร็จในการลงทุน

ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจลงทุนในหุ้นที่ P/E ต่ำ เนื่องจากความเสี่ยงอาจน้อยกว่าไปลงทุนในหุ้น P/E สูง 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราคาดการณ์กำไรผิด หุ้นที่ P/E ต่ำ ราคาก็อาจต่ำลงไปอีกได้ จนทำให้คนที่ลงทุนมาก่อนหน้านี้ เกิดความเสียหายจากการลงทุนเช่นกัน

สุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหาความรู้ใส่ตัวเรา เพื่อทำให้เรามีความพร้อมมากที่สุดก่อนจะลงทุน และจะไม่ต้องมานั่งเสียใจจนพูดคำว่า รู้งี้…..” นั่นเอง

>>> <<<

กดติดตามบทความที่น่าสนใจของเพจบล็อกเกอร์แมน พร้อมทั้งสามารถติดตามบทความย้อนหลังทั้งหมดได้ที่

https://www.blogger-man.com

>>> <<<

 References

-https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=decode_search_invest_16&innerMenuId=18

-https://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=BEAUTY&ssoPageId=5&language=th&country=TH

แสดงความคิดเห็น