Blogger-Man บล็อกเกอร์แมน
เศรษฐกิจและแนวคิดการลงทุน

สรุปสงครามการค้าให้เข้าใจง่ายๆ

ทำไมสหรัฐอเมริกาต้องทำสงครามการค้า แล้วทำไมต้องเจาะจงไปที่ประเทศจีนเป็นประเทศแรก เดี๋ยววันนี้เราไปหาคำตอบกัน

ก่อนอื่นเลย เรื่องนี้เราต้องย้อนกลับไปช่วงปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนหนึ่งของนโยบายที่เขาใช้หาเสียงคือ “America First” ซึ่งแปลความหมายง่ายๆ ว่า สหรัฐอเมริกาจะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตนเอง

และหนึ่งในเรื่องนั้นก็คือ การเจรจาการค้ากับประเทศที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามหาศาล

แล้วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามากแค่ไหน?

ปี 2016 สหรัฐอเมริกาส่งออกสินค้าเท่ากับ 44.9 ล้านล้านบาท ขณะที่นำเข้าสินค้าเท่ากับ 67.8 ล้านล้านบาท

ทำให้ขาดดุลการค้า 22.9 ล้านล้านบาท

ปี 2017 สหรัฐอเมริกาส่งออกสินค้าเท่ากับ 47.9 ล้านล้านบาท ขณะที่นำเข้าสินค้าเท่ากับ 72.5 ล้านล้านบาท

ทำให้ขาดดุลการค้า 24.6 ล้านล้านบาท

ปี 2018 สหรัฐอเมริกาส่งออกสินค้าเท่ากับ 51.6 ล้านล้านบาท ขณะที่นำเข้าสินค้าเท่ากับ 78.7 ล้านล้านบาท

ทำให้ขาดดุลการค้า 27.1 ล้านล้านบาท

พูดง่ายๆ ว่าสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าทุกปีและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจีนคือประเทศที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามากที่สุด โดยในปี 2018 สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับจีนกว่า 12.9 ล้านล้านบาท หรือเกือบครึ่งของการขาดดุลการค้าทั้งหมด

ทำให้ตั้งแต่ปี 2018 สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 1.5 ล้านล้านบาท

แต่แน่นอนว่า เมื่อโดนแบบนี้จีนก็ไม่ยอม จึงตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 106 รายการ โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาทเช่นกัน

นั่นคือ การต่อสู้ทางการค้ายกแรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีแล้ว และอย่างที่หลายคนรู้ สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ก็เริ่มต้นเต็มรูปแบบนับจากนั้นเป็นต้นมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2019 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีก 10% เป็นมูลค่ากว่า 9.3 ล้านล้านบาท โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2019 นี้

แน่นอนว่า เมื่อเจอแบบนี้จีนจึงแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ทำให้วันที่ 5 สิงหาคม 2019 จีนตอบโต้ด้วยการลดค่าเงินหยวนลงมาที่ระดับทะลุ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการลดค่าเงินในประเทศให้อ่อนค่าลงนั้นก็เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจส่งออกของประเทศ

โดยธนาคารกลางจีนบอกว่า การกระทำนี้เป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาประกาศเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั่นเอง

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงนี้

กรณีของดัชนี SET Index นั้นลดลง 18.72 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ ราคาตลาดหรือ Market Cap. ของตลาดหุ้นไทยหายไปกว่า 193,000 ล้านบาท ในช่วงระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2019

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนถึงได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากขนาดนี้

นั่นก็เพราะว่า ถ้าดูมูลค่า GDP ของทั้งโลกนั้น ในปี 2018 GDP ของโลกมีมูลค่าเท่ากับ 2,627 ล้านล้านบาท ซึ่งประเทศที่มีมูลค่า GDP ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ สหรัฐอเมริกาเท่ากับ 635 ล้านล้านบาท โดยมีจีนตามมาเป็นลำดับที่ 2 ที่ 416 ล้านล้านบาท แสดงว่าทั้ง 2 ประเทศนี้มีมูลค่า GDP รวมกันกว่า 1,051 ล้านล้านบาท หรือ 40% ของมูลค่า GDP ทั้งโลก

ดังนั้น คงไม่ต้องบอกว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้แล้วจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน

>>> <<<

กดติดตามบทความที่น่าสนใจของเพจบล็อกเกอร์แมน พร้อมทั้งสามารถติดตามบทความย้อนหลังทั้งหมดได้ที่

https://www.blogger-man.com

>>> <<<

 References

https://www.census.gov/foreign-trade/balance/c0004.html

-https://www.scbeic.com/th/detail/product/4852

-https://www.bbc.com/news/business-49199559

-https://www.investopedia.com/china-devaluing-the-yuan-in-latest-trade-salvo-hits-global-markets-4766635

-https://www.investing.com/indices/major-indices

-https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_GDP_(nominal)

แสดงความคิดเห็น