Blogger-Man บล็อกเกอร์แมน
เศรษฐกิจและแนวคิดการลงทุน

5 ปีผ่านไป ตลาดหุ้นไทยไปไกลแค่ไหน

ถ้าเราลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่ปี 2014 มาถึงวันนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้ผลตอบแทนประมาณ 2.3% ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

26 กันยายน 2014 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดไปที่ 1,600 จุด

20 กันยายน 2019 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดไปที่ 1,636 จุด

ทำไมที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยแทบไม่ค่อยไปไหน เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกัน

หนึ่งในเหตุผลหลักก็คือ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่อาจลดลงในอนาคต

ก่อนอื่นลองมาดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา

 ปี 2016 รายได้ 10.2 ล้านล้านบาท กำไร 903,973 ล้านบาท

ปี 2017 รายได้ 11.2 ล้านล้านบาท กำไร 990,767 ล้านบาท

ปี 2018 รายได้ 11.9 ล้านล้านบาท กำไร 931,163 ล้านบาท

 แม้ว่าปีล่าสุด รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6% แต่กำไรกลับลดลง 6% สวนทางกลับรายได้

ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2019 รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนเท่ากับ  5.5 ล้านล้านบาท ขณะที่กำไรเท่ากับ 373,000 ล้านบาท

หมายความว่าทั้งปี มีโอกาสที่ทั้งรายได้และกำไรจะลดลงจากปีที่แล้ว

ปัจจุบัน P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 18.65 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย P/E ตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาในปี 1988 อยู่ที่ 14.85 เท่า

 และถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มลดลง ก็จะทำให้ค่า P/E ในอนาคตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ความน่าสนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้นลดน้อยลงไปอีก

 เหตุผลสำคัญคือ เศรษฐกิจของไทยที่ดูเหมือนจะเริ่มโตช้าลงในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา

 ปี 1990 – 2000 GDP ของประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.2%

ปี 2001 – 2010 GDP ของประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.6%

ปี 2011 – 2018 GDP ของประเทศเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.3%

บางคนอาจบอกว่า เรื่องนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจภายนอก ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตต่อเศรษฐกิจของไทย นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่ง

เพราะประเทศไทยค่อนข้างพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจโลกพอควร เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 50% ของ GDP 

หมายความว่า ถ้าการส่งออกเราได้รับผลกระทบทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่า และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เศรษฐกิจของไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า แม้จะมีผลจากปัจจัยภายนอกมากระทบ แต่เศรษฐกิจของบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเราที่ GDP ยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 6-7%

สิ่งที่น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะในระยะยาวคือ สัดส่วนของจำนวนประชากรไทยที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2005 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุประมาณ 6 ล้านคน คิดเป็น 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ขณะที่ในปี 2021 คาดกันว่า จำนวนผู้สูงอายุจะมี 20% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ที่น่าสนใจคือ ในปี 2031 สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มถึง 28% ของประชากรทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด

ประเทศที่มีประชากรผู้สูงอายุเยอะ โอกาสที่เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตนั้นน้อย เนื่องจากการลงทุนและการบริโภคในประเทศที่ลดลง

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ในมุมมองของนักลงทุนอาจมองว่า ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในระยะยาวอาจลดลงไปด้วย

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี ที่บอกเราว่าเมื่อประชากรในประเทศเริ่มแก่ตัวลง จนทำให้สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง

 ปี 1988 เป็นปีที่ GDP ของญี่ปุ่นเติบโตในระดับที่ 6.8% และนับแต่นั้น GDP ของญี่ปุ่นไม่เคยเติบโตในระดับนั้นอีกเลย

 ล่าสุดในปี 2018 GDP ของญี่ปุ่นก็เติบโตเพียง 0.7% เท่านั้น

 ที่น่าสนใจคือ ดัชนีตลาดหุ้นนิเคอิของญี่ปุ่นเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 38,915 จุดในปี 1989 และนั่นคือจุดสูงสุดในรอบ 30 ปี นับแต่นั้นเป็นต้นมา

 พูดง่ายๆ ว่าคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นระยะยาวตั้งแต่ปี 1989 โดยเฉลี่ยยังขาดทุนอยู่นั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า แล้วในอนาคตตลาดหุ้นไทยจะเป็นแบบญี่ปุ่นหรือไม่ และถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เราในฐานะนักลงทุนจะทำอย่างไรต่อไป

 

>>> <<<

กดติดตามบทความที่น่าสนใจของเพจบล็อกเกอร์แมน พร้อมทั้งสามารถติดตามบทความย้อนหลังทั้งหมดได้ที่

https://www.blogger-man.com

>>> <<<

 References

-https://www.set.or.th/th/market/market_statistics.html

-https://www.set.or.th/set/setInfographic.do?year=2018

-World Bank:Thailand/GDP growth rate

-https://www.adb.org/countries/thailand/economy

-http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceII/Article/Article02.htm

แสดงความคิดเห็น